การเงิน / การเมือง / me

posted on 27 Jun 2008 11:52 by nuching  in MySoCiEtIeS

1. Economics Review

SCBS Economics ประจำเดือนมิถุนายน ได้ประเมินผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในขณะนี้ต่อกำไรของภาคธุรกิจต่าง ๆ กลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยมีกำไรเพิ่มขึ้น คือ การเกษตร ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้างบางส่วน ส่วนกล่มที่เสียประโยชน์ คือ กลุ่มผลิตนอกหมวดอาหารและบริการ

อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้เกิดความกังวลต่อ gross profit margin มากขึ้น ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับ 7.6% เทียบปีต่อปี ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี อัตราการขยายตัวของราคาสินค้าขั้นกลาง (intermediate materials) ปรับตัวเร่งขึ้นสู่ระดับ 23.4% เทียบปีต่อปีในเดือน พ.ค. จาก 12.2% ในเดือน ก.พ. แต่อัตราการขยายตัวของราคาสินค้าสำเร็จรูป (finished goods) กลับชะลอลงสู่ระดับ 9.4% จาก 10.7% ในช่วงเดียวกัน

ผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่มธุรกิจ

บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเกษตรส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าที่สูงขึ้น แม้ราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ราคาปุ๋ย ราคาอาหารสัตว์ จะปรับตัวสูงมาก (ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มขึ้นของต้นทุนสำหรับธุรกิจการเกษตร) แต่ราคาขายของสินค้าเกษตรก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน และอัตราการขยายตัวของราคาขายก็มากพอที่จะทำให้กำไรของการประกอบธุรกิจการเกษตรสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่จะตักตวงประโยชน์จากราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นได้

ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและซีเมนต์ดูเหมือนจะได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน แต่ก็มีความเสี่ยงในอนาคตด้วยเช่นกัน

กลุ่มที่เสียประโยชน์ คือ กลุ่มธุรกิจนอกหมวดอาหาร และการบริการ ได้แก่ เครื่องจักร ยานพาหนะ สื่อสาน และโดยเฉพาะขนส่ง กลุ่มเหล่านี้ไม่สามารถที่จะส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้

2. Politics ล่าสุด 

รัฐบาลผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

อภิปรายกันมาเนี่ย ฟังดูมีแต่การขุดคุ้ย หาเรื่อง

เอาเรื่องเก่ามาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตกลงคุณไม่ได้อยู่กับปัจจุบันกันเลยนะเนี่ย

แถมใช้วาทศิลป์ได้ดีเยี่ยม เปิดโรงเรียนสอนเป็นกิจลักษณะได้เลย

เขาบอกว่า อย่าดีแต่พูด ทำให้มากกว่าพูด

พิสูจน์กันไป และอย่าทำลายชาติ

 3. me myself and ..

รู้สึกเปื่อย เอ๊ะ ..ไม่สิ ไม่ขนาดนั้น แค่ป่วยเล็กน้อย เวียนหัว ..แต่ก็ดีขึ้น

ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงเป็นใย

ตั้งใจให้ดี ทุกอย่างต้องดีอย่างใจ..

oh..sorry na guy, for not turn to speak to you much, nothing na..lots of thanks.

 

always happy

 

 

Big Decision, and how about me?

posted on 24 Jun 2008 08:59 by nuching  in MyPrEvAlEnce

            

                          หัวใจผูกกัน - Boyd         

            เมื่อเช้านี้เส้นทางใหม่มาทำงาน รถติดอีกแล้ว ติดเพราะพวกไหนก็ไม่ทราบ เมื่อไหร่จะเลิกก่อกวนสักทีเนี่ย??

            ตอนนี้กำลังสงกะสัยว่า เหตุใดการรบกวนผู้อื่นโดยการกีดขวางการจราจรชุมนุมเช่นนี้จึงไม่ผิดกฎหมาย? ไม่ผิดจริง ๆ หรอที่ทำอยู่อย่างนี้น่ะ?

            นิตยสารแบรนด์เอจฉบับเดือนมิถุนายนนี้        

ว่าด้วยประเด็น What Thailand means to me โดย สุวิทย์ เมษินทรีย์

มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ  Big Decision มีใจความ ดังนี้

หากเราพูดถึงประเด็นท้าทายที่จำเพาะของแต่ละประเทศ สิ่งที่หลายประเทศเผชิญอยู่นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาความยากจน หรือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่เป็นเรื่องการตัดสินใจครั้งสำคัญ (Big Decision) ของประเทศนั้นๆ

อย่าง Big Decision ของสหราชอาณาจักร ไม่ใช่เรื่องของการก่อการร้ายระหว่างประเทศ เพราะอย่างน้อยในเรื่องนั้นก็มีสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรร่วม แต่เป็นเรื่องสกอตแลนด์ เพราะสกอตแลนด์กำลังจะแยกตัวเป็น “ประเทศอิสระ” จริงๆแล้วเขาสามารถแยกออกได้เลย แต่อยู่ที่รัฐสภาของสกอตแลนด์ว่าจะ Exercise เรื่องนี้หรือไม่

ในทำนองเดียวกับอิตาลี พรมแดนทางตอนเหนือของอิตาลี กำลังจะแยกตัวเป็นอิสระ กลายเป็นประเทศ Costazzurra ซึ่งประกาศตัวเป็น Hub of Mediterranean

ในการประชุมสมัชชาประชาชนล่าสุดของจีน เริ่มมีการพูดถึง “ประชาธิปไตย” เรื่องนี้จะกลายเป็น Big Decision ของจีนนับจากนี้ไป หลังจากการที่ประสบความสำเร็จในปริมณฑลทางเศรษฐกิจ จีนจะมียุทธศาสตร์ในการก่อให้เกิดการพัฒนาในปริมณฑลทางการเมือง ในทิศทางที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง เหมือนในกรณีเทียนอันเหมินในอดีตได้อย่างไร ?

ในทำนองเดียวกัน Big Decision ของอินเดีย ณ ขณะนี้ คือ “การยกเลิกวรรณะ” ซึ่งเป็นเรื่องที่มาน่าจะเป็นไปได้ แต่กำลังเป็นเรื่องที่ผู้นำอินเดียต้องร่วมกันขบคิด เพราะอินเดียพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจไปสู่อีกขั้นหนึ่งแล้ว

นี่คือ Big Decision ที่มีลักษณะจำเพาะของแต่ละประเทศ

มองเขาแล้วหันกลับมามองตัวเรา การตัดสินใจครั้งสำคัญ (Big Decision) ของประเทศไทย ณ ขณะนี้ คืออะไร?

------------------------

การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยหรอ..โดยส่วนตัวแล้ว ฉิงมีความเห็นว่า เราควรตัดสินใจเด็ดขาด (เด็ดขาด แต่ไม่ได้หมายถึง ความรุนแรง) ต่อขบวนการบ่อนทำลายประเทศอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังหรือเบื้องหน้า เพราะกลุ่มเหล่านี้กำลังทำให้ไม่เกิด Big Change ไปในทางที่ดีขึ้น ฉุดรั้งให้เดินถอยหลังเข้าคลอง

------------------------

ทานเข้าเช้าไม่ลงวันนี้ รู้ตัวว่าเป็นเพราะอะไร ตัวฉิงเองล่ะสมควรมีการตัดสินใจครั้งสำคัญไหม?

ps. i myself can endure?

no idea..but..(yes, but!!..coz what i should do is the suppression.)

    dont take it for granted..

happy always


สัญญา - บอยด์ โกสิยพงษ์ 

 

สวัสดีวันศุกร์ที่สดใส ฟ้าเปิด อากาศดี น่านั่งอ่านหนังสือไปฟังเพลงไปกับคนรู้ใจ เอิ้กกกกกกก....

ตามข่าว..บ่ายโมงตรงวันนี้ม็อบบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำลายล้างตามเจตนารมณ์..ส่งผลให้เช้านี้ปิดถนนโดยรอบทำเนียบฯ และผนึกกำลังป้องกันรอบด้านด้วยตำรวจจำนวนมาก สู้ ๆ ..ส่งผลอีกอย่างคือ ข้าพเจ้าต้องนั่งรถอ้อม ..หลาย ๆ โรงเรียนก็ปิด..ดี ๆ บ้านเมืองจะได้เจริญ..ทำกันเข้าไป

เคยอ่านเมล์ฉบับหนึ่งมีสาระดี พูดถึงมุมมองต่างชาติกับการทำงานของคนไทย ดูซิจริงหลาย ๆ อย่างอย่างที่ฝรั่งที่เขาได้ไปทำการสัมภาษณ์มามองพี่ไทยเราหรือเปล่า (ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครไปสัมภาษณ์มานะคะ)

1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง  คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิม ๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี

- เจฟฟรีย์ บาร์น

--> ประเด็นนี้ไม่ค่อยได้สัมผัส เพราะทราบแต่เพียงว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราอยู่แล้วที่มักจะรู้สึก uncomfortable หรือต่อต้านกับสิ่งใหม่ ๆ หรือการเปลี่ยนแปลง


2. การโต้แย้ง เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า "ขี้เกรงใจ" แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
 

ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ

--> เห็นด้วยค่ะ เราก็เป็นนะ บางคนก็บอกเหมือนกันว่าไม่ดีนะนิสัยอย่างนี้ ไม่ใช่อะไรก็หยวน ๆ ได้


3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด  เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้ง ๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร

- ไมเคิล วิดฟิล์ค


4. ความรับผิดชอบ  ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้ง ๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบ ๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร นอกจากนั้น ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก

- สเตฟานี จอห์นสัน


5. วิธีแก้ไขปัญหา คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายคั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด

- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก


6. บอกแต่ข่าวดี  คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา  และจะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดี ๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย

- โจนาธาน ธอมพ์สัน
 

--> เข้าใจว่า ก็ต้องรักษาตัวรอดไว้ก่อนน่ะ


7. คำว่า "ไม่เป็นไร" เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า "ไม่เป็นไร" มาแก้ปัญญหาแทน

- เจนิส อิกนาโรห์


8. ทักษะในการทำงาน  
ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า  และไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด นอกจากนั้น พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก และไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม

- เดวิด กิลเบิร์ก


9. ความซื่อสัตย์  พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน

- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์

--> ถูกต้องค่ะ

 


10. ระบบพวกพ้อง  คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง

- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์

--> นี่ก็ถูกต้อง


11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว  คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร ได้แก่ ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน และมักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย

- วิลเลี่ยม แมคคินสัน


12. นับถือระบบอาวุโส  คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท

- เนลสัน ฟอร์ด

 

ว่าอย่างไรกันบ้าง??

 

 

Civil Disobedience--อารยะขัดขืน

posted on 17 Jun 2008 14:23 by nuching  in MyPoLiTiCs

Satyagraha is a form of resistance developed by Mohandas Karamchand Gandhi--popularly known as Mahatma Gandhi--which emphasizes the search for truth and attempts to change the heart as well as the actions of the opponent.Many movements which promote philosophies of nonviolence or pacifism have pragmatically adopted the methods of nonviolent action as an effective way to achieve social or political goals. They employ nonviolent resistance tactics such as: information warfare, picketing, vigiling, leafletting, protest art, protest music and poetry, community education and consciousness raising, lobbying, tax resistance, boycotts or sanctions, legal/diplomatic wrestling, sabotage of weapons, underground railroads, principled refusal of awards/honours, and general strikes.

อ้างอิงข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org 

 

การชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยใช้มาตรการที่เรียกว่า สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐบาล หรือ อารยะขัดขืน (Civil Disobedience) ตามที่บางคนเรียกกันนั้น ถือเป็นแนวคิดสันติวิธี แบบที่ท่านมหาตมะ คานธีเคยใช้หรือไม่ จุดยืนของพันธมิตรฯ ตามที่แถลง ได้แก่ -  อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และผู้เกี่ยวข้อง ต้องเข้าสู้กระบวนการยุติธรรม ต่อต้านการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม- จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก็ต่อเมื่อคดีความดังกล่าวได้ข้อยุติในกระบวนการยุติธรรม- รัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรม ฉะนั้น คนไทยที่เสียภาษีสามารถใช้สิทธิของพลเมืองที่จะไม่เชื่อฟังรัฐบาลได้  

 

ขึ้นต้นด้วยความหมายของ สัตยาเคราะห์ วิธีของมหาตมะ คานธี เพราะอยากวิเคราะห์ว่าการกระทำที่คนบางกลุ่มในสังคมไทยกำลังกระทำอยู่นี้ เรียกว่า สัตยาเคราะห์ หรือ??

 

การออกมาเรียกร้องให้กลุ่มชนชั้นกลางไม่เสียภาษี...คนที่จะได้รับผลกระทบ หนีไม่พ้นคนยากจนในสังคมไทย อย่างนี้เป็นการปลุกปั่นให้เกิดความเดือดร้อน สร้างความยากลำบากให้แก่คนอีกกลุ่ม ใช่หรือไม่??

 

เมื่อพันธมิตรเห็นว่าหลักการเยี่ยงนี้เคยใช้ได้ผลในครั้งขับไล่อดีตนายกฯ  ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมประท้วงอย่างเข้มข้น การที่อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ฉีกบัตรเลือกตั้งต่อหน้าสาธารณะ ฯลฯ  มาวันนี้จึงใช้วิธีการเช่นนี้และดูเหมือนจะเพิ่มดีกรีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง

 

หากพิจารณาดูให้ดี นี่เป็นเพียงแค่หนทางการต่อสู้ที่ไร้ความรับผิดชอบ ไร้หนทาง และไร้ปัญญา (หรือเปล่า?)

 

เป็นการกระทำในเชิงศีลธรรมตามหลัก สัตยาเคราะห์ จริงหรือ??

 

และเหนืออื่นใด รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้วจริงหรือ?? มีเหตุผลอย่างไร?? อื้ออออออ

 คำเตือน ระวังตกเป็นทาสความคิดโดยไม่รู้ตัว!!